วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ระบบERP ระบบSAP

ประวัติความเป็นมาของแนวคิด ERP


            แนวคิด ERP เริ่มในยุคปี ค.ศ. 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดเริ่มแรกของ ERP มาจากแนวคิดของการพัฒนาระบบการบริหารการผลิตรวม (Material Requirement Resource Planning / Manufacturing Resource Planning, MRP System)  ของอุตสาหกรรมการผลิตในอเมริกา โดยคำว่า ERP และแนวคิดของ ERP นั้นก็พัฒนามาจาก MRP นั่นเอง
                ในที่นี้จะทำการอธิบาย ความเป็นมาของ MRP โดยย่อว่ามีความเป็นมาอย่างไร และทำไมจึงพัฒนามาเป็น ERP ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของ ERP ได้ดียิ่งขึ้น
                และตัวแนวคิด ERP เองก็ยังมีวิวัฒนาการอยู่ จาก ERP ก็จะเป็น Extended ERP และจะพัฒนาไปเป็น Next Generation ERP ต่อไปในอนาคต


พัฒนาการจาก MRP สู่ ERP

กำเนิดของ MRP
                แนวคิดMRPเกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริกาในยุคต้นของ ทศวรรษ 1960 ในช่วงแรก MRP ย่อมาจาก Material Requirement Planning (การวางแผนความต้องการวัสดุ) เป็นวิธีการในการหาชนิดและจำนวนวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตตามตารางเวลาและจำนวนสินค้าที่ได้วางแผนโดย MPS (Master Production Schedule)
                วิธี MRP เป็นเทคนิคในการจัดการ ที่สามารถหารายการวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป ตามแผนการผลิตหลักที่ได้วางไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย สามารถสร้างใบรายการวัสดุ  (bill of material)ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถบอกชนิดของวัสดุ จำนวนที่ต้องการ และเวลาที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
                แต่วิธี MRP นี้ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบหาข้อแตกต่างระหว่างแผนการผลิตกับสภาพการผลิตจริงที่ shop floor เนื่องจากไม่มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการป้อนกลับข้อมูลกลับมาปรับแผนใหม่ อย่างไรก็ตาม วิธี MRP ก็ยังดีกว่าวิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเดิม ช่วยให้สามารถลดจำนวนวัสดุคงคลัง และยกประสิทธิภาพการวางแผนการผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี
Closed Loop MRP
                ย่างเข้ายุคปี ค.ศ. 1970 MRP ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการป้อนกลับข้อมูลการผลิตจริงใน shop floor นอกจากนั้นยังเพิ่มแนวคิดเรื่อง การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)
                ระบบ MRP ที่ได้วิวัฒนาการโดยรวมเอาความสามารถรับ feed back จากฝ่ายการผลิต และ CRP เข้าไปนี้ ต่อมาถูกเรียกว่า MRP แบบวงปิด (Closed Loop MRP) ในขั้นตอนนี้ของวิวัฒนาการเราจะเห็นว่ามีการรวมเอางานการวางแผนการผลิต และการบริหารการผลิตเข้าเชื่อมโยงกัน จากที่ก่อนหน้านั้นทำงานแยกกัน
                Closed Loop MRP นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน MRP ที่ใช้ในทุกธูรกิจการผลิตก็คือ Closed Loop MRP นี้เอง
การพัฒนาไปสู่ MRP II
                จากความสำเร็จของ Closed Loop MRP ก็เกิดการพัฒนาต่อยอดขึ้นเป็น MRP II ในยุคปี ค.ศ. 1980 (โดย MRP ใหม่นี้ย่อมาจาก Manufacturing Resource Planning) ซึ่งได้รวมการวางแผนและบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ นอกจากการวางแผนและควบคุมกำลังการผลิต และวัตถุดิบการผลิต เข้าไปในระบบด้วย
                MRP II ได้วิวัฒนาการถึงขั้นที่รวมหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนงบการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนสินค้าคงคลังของระบบบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนกำลังคนที่สัมพันธ์กับกำลังการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต เข้าอยู่ในระบบ MRP II
                ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เป็นระบบที่สามารถส่งข้อมูลทุกชนิด ที่ระบบบัญชีต้องการให้แก่ระบบบัญชีได้ นั่นคือ MRP II เป็นระบบที่รวมเอา  Closed loop MRP , ระบบบัญชี และระบบซิมูเลชั่น เข้าด้วยกัน เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่สามารถวางแผนและบริหารให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้นกว่าเดิม
                โดยการใช้ระบบ MRP II ธุรกิจการผลิตสามารถที่จะวางแผนและบริหารระบบงานต่างๆ คือ การขาย บัญชี บุคคล การผลิต และสินค้าคงคลัง เข้าด้วยกัน ได้อย่างบูรณาการ ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เริ่มถูกเรียกว่า BRP (=Business Resource Planning) และเริ่มเป็นแนวคิดหลักของระบบ CIM (=Computer Integrated Manufacturing)

จาก MRP II ไปเป็น ERP
                MRP II เป็นแนวคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ERP ได้ขยายแนวคิดของ MRP II ให้สามารถใช้ได้ทั้งองค์กรของธุรกิจที่หลากหลาย โดยการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน
                นั่นคือ ERP เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสามารถตัดสินใจในด้านธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบเรียลไทม์ โดยอาศัยข้อมูลทุกชนิดจากทุกระบบงานในองค์กรที่ระบบนำมาบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูลรวมเดียวกัน
การพัฒนาต่อจาก ERP
                แนวคิด ERP เกิดจากการขยาย MRP II ซึ่งเป็นระบบที่ optimize ในส่วนการผลิต ให้เป็นระบบที่ optimize ทั้งบริษัท ในปัจจุบันมีการพัฒนา E-Business อย่างรวดเร็ว และทำให้ขอบเขตของการ optimize ต้องมองให้กว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมเป็น global optimize นั่นหมายความว่า ERP ก็จะมีวิวัฒนาการต่อไปอีก

SAP คือ โปรแกรมที่ช่วยจัดการสายงานทุกสายงานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว และได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ

สามารถนำไปใช้ประกอบการดำเนินกิจกรรมของธุรกิจได้ และผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลสถานะของบริษัทได้

ใน SAP เองมี Modules หลายๆ Modules ที่มีหน้าที่ทำงานแตกต่างกัน แต่สอดประสานกัน

ในแต่ละ Modules จะส่งข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกัน ถึงกัน โดยไม่ต้องป้อนข้อมูลซ้ำซ้อนในแต่ละ Modules และ

มีการพัฒนาขึ้นมาในลักษณะของ Based on Best Practice in Industry

กล่าวโดยสรุป SAP (System Application products) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปทางธุรกิจประเภท ERP (Enterprise Resource Planning)

ของประเทศเยอรมันที่ใช้ควบคุมดูแลทุกสายงานของบริษัท

Application Module หลักๆในระบบ SAP

    * FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน
    * CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร
    * AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดกาสินทรัพย์ถาวร
    * SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า
    * MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ
    * PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต
    * QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ
    * PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน
    * HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
    * TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน
    * WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน
    * IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตร
    * Project Systems - PS
    * System Management - BASIS
    * Advanced Business Application Programming - ABAP
    * Business Information Warehousing - BIW
    * Customer Relationship Management - CRM
    * Advanced Planner Optimizer - APO
    * Product Lifecycle Management - PLM

ที่มา :
http://mfatix.com/home/node/43

ปล.เห็นว่่าน่าสนใจดี เผื่อบางคนยังไม่รู้ ^o^

เพิ่มเติม : ปัจจุบันโปรแกรม ERP ที่มีผู้ใช้กันแบ่งได้ตามขนาดขององค์กรคือ องค์กรขนาดใหญ่ จะใช้โปรแกรม SAP, Oracle Application

องค์กรระดับกลาง จะใช้โปรแกรม Navision, PeopleSoft, MySAP โปรแกรม ERP ภายในประเทศ

และองค์กระดับเล็ก จะใช้โปรแกรม JDE หรือโปรแกรม ERP ภายในประเทศ

การที่แต่ละองค์กรจะเลือกใช้โปรแกรม ERP ไหนนั้นควรจะคำนึงถึงในเรื่องของความเหมาะสมของโปรแกรมว่ารองรับกับการทำงานได้มากน้อยขนาดไหน

องค์กรจะต้องปรับตัวเข้ากับการทำงานของโปรแกรมหรือไม่ และองค์กรสามารถจ่ายค่าโปรแกรมและค่าที่ปรึกษาได้หรือไม่
SAP คืออะไรนี้ ถ้าจะตอบในเชิงวิชาการจริงๆคงต้องยกแม่น้ำทั้งเจ็ดสายมาอ้างอิงกันล่ะครับ SAP R/3 นั้น เป็น Software ทางด้าน Enterprise Resource Planning หรือเรียกสั้นๆว่า  ERP ชั้นนำตัวหนึ่งในตลาดของ Software ทางด้าน ERP เราอาจจะเคยได้ยินชื่อของ Software เหล่านี้ เช่น BaaN, PeopleSoft,JD Edwards หรือ ORACLE Financial Application ซึ่ง Software ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ล้วนแต่เป็น  Software ที่เป็น ERP ทั้งสิ้น แล้ว ERP นั้น จริงๆแล้วมันคืออะไรกันล่ะ หลักการคร่าวๆของเรื่อง ERP นั้น ก็คือ Software ที่มีการ Integrate ในส่วนของฟังก์ชันงานทั้งหมดในองค์กร หรือมีการเชื่อมโยงในส่วนของ Module ทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีการทำงานในลักษณะของ Real Time และ ERP นั้น จะถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะของ Based on Best Practice in Industry ก็คือมีการกำหนดในส่วนของ Business Process ที่มีการทดสอบและสำรวจมาแล้วว่าเป็น Best Practice ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ไว้ในตัวของ ERP ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า มีหลายธุรกิจที่มีการ Implement ในส่วนของ ERP ก็เพื่อผลในการทำ Business Reengineering เพราะต้องการปรับเปลี่ยน Business Process ขององค์กรให้เป็นไปตาม Business Process ที่เป็น Best Practice ในอุตสาหกรรม ทีนี้เมื่อพูดถึงเรื่อง ERP แล้ว ถ้าจะไม่เล่าประวัติคร่าวๆของมัน ก็ดูจะไม่สมบูรณ์สักเท่าไรนะครับ ลองมาดูประวัติคร่าวๆของ ERP กัน            
            ก่อนที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรม ประมาณช่วงทศวรรษ 1960ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning(MRP) ก็คือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุดิบหรือ Material ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษ 1970 ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น จึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่องจักร(Machine)และส่วนของเรื่องการเงิน(Money) นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า Manufacturing Resource Planning(MRP II) จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้ ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า ระบบ MRP นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการทางด้าน Material ส่วนระบบ MRP II นั้น จะเข้ามาช่วยในการจัดการใน M อีกสองตัวนอกเหนือจาก Material ก็คือ Machine และ Money และมีระบบ MRP II ที่ชื่อ TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์ ถ้าดูจากหน้าจอ Main Menu จะพบว่า มีเมนูหลักของ Module อยู่ 3 Modules หลักๆด้วยกันคือ Financial Accounting, Distribution และ Manufacturing และใน Module ของ Manufacturing จะมีส่วนของ MRP รวมอยู่ด้วย จะเห็นได้ว่า ในการนำเอาระบบ MRP II เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆนั้น จะยังไม่สามารถที่จะ Support การทำงานทั้งหมดในองค์กรได้ พอจะนึกออกมั้ยครับว่ายังขาดส่วนของระบบงานใด คำตอบก็คือระบบการจัดการทางด้านทรัพยากรบุคคลนั่นเองครับ นี่จึงเป็นที่มาของระบบ ERP ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า ERP นั่นเอง ดังนั้นระบบ ERP จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร(Enterprise Wide) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ 4 M ซึ่งจะประกอบไปด้วย Material, Machine, Money และ Manpower นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ ERP เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง MRP และ MRP II รวมอยู่ด้วย เพราะ ERP มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั่นเอง
            สำหรับ SAP R/3 นั้น ก็คือ ERP ชั้นนำตัวหนึ่งในอุตสาหกรรม Software นั่นเอง โดย SAP R/3 จะเป็น Software Package ที่ได้เตรียมในส่วนของ Configuration หรือ Customizing ให้สำหรับกำหนดค่าข้อมูลเหล่านี้ ให้เข้ากับธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆ สำหรับประวัติคร่าวๆของระบบ SAP จะมีดังนี้
q       ในปี 1972 พนักงานของ IBM จำนวน 5 คนที่ทำหน้าที่เป็น System Analyst ได้ลาออกมาตั้งบริษัทที่ชื่อ Systemanalyse and Programmentwicklung(System Analysis and Program Development) ที่เมือง Mannheim ประเทศเยอรมัน โดยมีการสร้างระบบงานทางด้าน Financial Accounting ที่เป็นลักษณะ Real-time และ Integrate Software
q       ในปีต่อๆมา SAP ได้มีการพัฒนาระบบงานเพิ่มทางด้าน Material Management, Purchasing, Inventory Management และ Invoice Verification
q       ในปี 1997 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อ Systeme, Anwendungen, Produkte in der Datenverarbeitung(Systems, Applications, Products in Data Processing) และได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่เมือง Walldorf
q       จากนั้น SAP ก็ได้พัฒนาระบบงานเพิ่มขึ้นเช่น Assets Accounting เป็นต้น
q       ในปี 1978 SAP ได้นำเสนอระบบงานที่เป็น Enterprisewide Solution ที่ชื่อว่า SAP R/2 ซึ่งทำงานอยู่บนระบบ Mainframe พร้อมกับทำการเพิ่มระบบงานทางด้าน Cost Accounting
q       ในปี 1992 SAP ได้นำเสนอระบบที่ทำงานภายใต้ Environment ที่เป็น 3 Tier Client/Server บนระบบ UNIX ที่ชื่อว่า SAP R/3(อย่าแปลกใจนะครับว่าทำไม Password ของผู้ใช้ระบบที่ชื่อ SAP* ที่เป็น Administrator ของระบบ SAP R/3 จะมีค่าเป็น 06071992)
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเป็นประวิติคร่าวๆของ SAP R/3 นะครับ โดยที่ SAP R/3 นั้น จะประกอบไปด้วย  Module ทั้งหมดดังรูป


 



FI       Financial Accounting

CO     Controlling

AM     Fixed Assets Management

SD     Sale & Distribution

MM    Material Management

PP      Production Planning

QM     Quality Management

         PM     Plant Maintenance

HR     Human Resource

TR     Treasury

WF     Workflow



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น